วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2561

ตอน๓ เป็นกุศโลบาย


เป็นกุศโลบาย

          นายพิริยะ ไกรฤกษ์ ยังได้อภิปรายต่อไปว่า
          "ประวัติศาสตร์นิพนธ์ชิ้่นนี้   ยังเป็นกุศโลบายที่พระองค์จะทรงนำไปใช้ ในการเปลี่ยนแปลงขนบประเพณีที่มีมาแต่เดิม ไปสู่โลกทัศน์ใหม่  ซึ่งรับกับอารยธรรมตะวันตก  ศิลาจารึกหลักที่ ๑ จึงเป็นการสร้างภูมิหลัง  เพื่อเป็นหลักประกัน แก่ความเปลี่ยนแปลงที่พระองค์ทรงกระทำ....."
          นายพิริยะ ไกรฤกษ์ กล่าวว่า การปลอมหลักศิลาจารึกนี้เป็นกุศโลบายของพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว    กุศโลบายแปลว่าอะไร  แปลว่าอุบายที่เป็นบุญกุศล  
          การปลอมศิลาจารึกจะเป็นอุบายที่ดีงาม เป็นอุบายที่เป็นบุญกุศลไปไม่ได้เลย  ตรงกันข้าม มันเป็นอุบายคดโกง  ฉ้อฉล หลอกลวง คนที่ฉลาด คนที่เป็นนักปราชญ์ คนที่เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม จะไม่ทำเป็นอันขาด  พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ประเสริฐด้วยคุณธรรมจะไม่ทำเป็นอันขาด  พสกนิกรภายใต้การปกครองก็ไม่ได้รับผลประโยชน์อันใด 
          พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนับถือพระร่วงเจ้าว่าเป็นต้นราชวงศ์จักรีของพระองค์โดยแท้ นับถือพระร่วงสุโขทัยว่าเป็นต้นราชวงศ์จักรีน้้น ท่านนับถือกันมาตั้งแต่พระพุทธยอดฟ้ามหาราช
          พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงทราบดีมาต้ังแต่ยังมิได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ว่า พระราชวงศ์ของพระองค์สืบสายมาแต่ราชวงศ์สุโขทัย  คือ ทรงทราบว่า หม่อมเจ้าหญิงอำไพเป็นธิดาของพระมหาธรรมราชาอันเกิดจากพระชายาเดิม  ก่อนได้เป็นพระมหาธรรมราชาเมืองพิษณุโลก  เมื่อเป็นพระมหาธรรมราชาแล้ว  มีพระโอรสอีกสององค์คือ พระองค์เจ้าชายนเรศวร และพระองค์เจ้าชายเอกาทศรถ ก็มีศักดิ์เป็นพระองค์เจ้าชายเพราะยังไม่ได้ครองราชสมบัติ  หม่อมเจ้าหญิงอำไพได้สมรสกับพระยาเกียรติพระราม นายทหารมอญจากเมืองหงสาวดีที่เข้ามาถวายตัวรับราชการอยู่กับพระนเรศวรมหาราช  จึงได้รับพระราชทานหม่อมเจ้าหญิงอำไพให้เป็นชายา  มีบุตรสืบสกุลต่อมาคือ เจ้าพระยาโกษา (ทองปาน)  มีทายาทสืบสกุลลงมาจนถึง  หลวงพินิจอักษร (ทองดี) และบุตรชายคือ  หลวงยกกระบัตร (ทองด้วง) ที่ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  
          เพราะฉนั้นท่านจึงนับถือพ่อขุนรามคำแหงมหาราชว่าเป็นต้นราชวงศ์จักรีของท่าน   พระเจ้าตากสินมหาราชก็ทรงทราบจึงตั้งให้เจ้าพระยาจักรี(ทองด้วง)  เป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก พิลึกมหึมา ทุกนัครา ระอาเดช นเรศวรราชสุริยวงศ์ องค์บาทมุสิกร บวรรัตนนายก 
          เมื่อพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์นี้เสด็จไปพบหลักฐานเก่าแก่ของบรรพบุรุษที่สร้างไว้ที่เมืองสุโขทัย ก็ทรงเก็บรวบรวมไว้ในกรุงเทพฯเป็นอันมาก เช่น พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกก็โปรดให้ชลอพระศรีศากยมุนีมาเป็นประธานที่พระอุโบสถวัดสุทัศน์  กรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพก็โปรดให้นำพระพุทธชินสีห์มาไว้ที่พระอุโบสถวัดบวรนิเวศ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็โปรดให้นำพระพุทธรูปจากสุโขทัยที่ชำรุดมาซ่อมใหม่ประดิษฐานไว้ที่วิหารหน้าองค์พระปฐมเจดีย์ ถวายพระนามว่า "พระร่วงโรจนฤทธิ์ ศรีอินทราทิตย์ ธรรมโมภาส"  นี่คือหลักฐานความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีที่มีต่อพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์พระร่วง 

      พระจอมเกล้าฯ เสด็จไปถึงเมืองสุโขทัยในสมัยยังทรงผนวชอยู่  ก็ได้พบพระแท่นมนังคศิลาบาตร  ได้พบศิลาจารึกอักษรไทย(ซึ่งไม่เคยพบศิลาจารึกอักษรไทยมาก่อนหน้านั้น) มีแต่ศิลาจารึกอักษรขอมทั้งสิ้น  จึงทรงดีพระทัยมากโปรดให้นำมาไว้ที่วัดราชาธิวาสก่อน  เมื่อเสด็จไปครองวัดบวรนิเวศ ก็โปรดให้นำไปไว้ที่วัดบวรนิเวศ  เมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติก็โปรดให้นำไปไว้ในพระบรมมหาราชวัง  แสดงถึงความผูกพันในโบราณวัตถุสองชิ้นนี้  ซึ่งเป็นหลักฐานแสดงถึงประวัติในราชวงศ์พระร่วงเจ้าสุโขทัยที่ทรงถือว่าเป็นต้นวงศ์ของพระองค์  แม้เมื่อสวรรคตแล้วสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ซึ่งเป็นทั้งพระเจ้าน้องยาเธอในรัชกาลที่ ๔ และสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๘  จึงได้ทรงนำเรื่องนี้ออกเผยแพร่ เพื่อให้พระราชวงศ์ได้ทรงทราบกันเป็นการภายในพระราชวงศ์ว่า  นี่คือเรื่องราวของบรรพบุรุษแต่โบราณกาล  
           

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561

คำอภิปรายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอน ๒


คำอภิปรายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

          หลังจากที่เขาเขียนหนังสือปกแดงเรื่องพระจอมเกล้าฯปลอมศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงออกมาเผยแพร่ก็ปรากฎว่ามีคนคัดค้านกันมาก   และคนที่เห็นด้วยก็มีอยู่หลายคน ต่อมาจึงได้มีการจัดการอภิปรายเรื่องนี้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  นายพิริยะ ไกรฤกษ์ ก็ยังได้อภิปรายแสดงความเชื่อของตนอีกว่า
          "ผมจึงขอเสนอท่านผู้มีเกียรติว่า ศิลาจารึกที่ ๑ นี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระนิพนธ์ขึ้น หลังจากที่ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ อันได้แก่สิบสี่ปี  หลังจากที่ได้เสด็จไปเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ......"
          นายพิริยะ ไกรฤกษ์  ยืนยันความคิดเห็นของตัวเองว่า  พระจอมเกล้าฯ ทรงทำขึ้น  เมื่อครองราชย์สมบัติแล้ว คือหลังจากปีพ.ศ. ๒๓๙๔
          แต่ข้อเท็จจริงอันใครๆก็ทราบกันมาแล้วว่า ทรงได้ศิลาจารึกนี้มาจากสุโขทัย  ต้ังแต่สมัยที่ยังทรงผนวชอยู่  คร้ังเสด็จธุดงค์ไปถึงเมืองสุโขทัย  เมื่อทรงพบพระแท่นมนังคศิลาบาตร  ซึ่งคนนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์นัก  พระองค์ก็เสด็จขึ้นประทับแล้วตรัสว่า
          "อยู่ทำไมกลางป่า ไปอยู่บางกอกด้วยกันจะได้ฟังเทศน์จำศึล"   
          พระองค์ไม่ได้ตรัสกับแผ่นหินพระแท่นมนังคศิลาบาตรดอก ทรงตรัสกับพระร่วงเจ้าพ่อขุนรามคำแหง เหมือนพูดกับผีสางเทวดานั่นแหละ เพราะพระจอมเกล้าฯ ทรงนับถือพ่อขุนรามคำแหงว่า เป็นต้นราชวงศ์จักรีของพระองค์  พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีนี้ท่านทรงถือว่า  ท่านสืบราชวงศ์มาแต่พระร่วงเจ้าสุโขทัย  เมื่อท่านพบพระแท่นที่พระร่วงเจ้าทรงสร้างไว้ก็ดีพระทัย  เหมือนว่าได้รับมรดกมาจากบรรพบุรุษของท่าน และเมื่อท่านทรงพบพระราชพงศาวดารกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วง  คือ ศิลาจารึกนั้น ก็ยิ่งทรงยินดีมาก  จึงโปรดให้นำมาตั้งแต่สมัยยังทรงผนวชอยู่พ.ศ.๒๓๗๙  ก่อนเสด็จขึ้นครองราชสมบัติถึง  ๑๘ ปี  ปรากฎจากเทศนาพระราชประวัติพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเทศนาเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๕ หลังพระจอมเกล้าสวรรคต ๑๔ ปี
          "มูลเหตุที่เป็นแรงบันดาลพระทัย คงจะได้แก่พระองค์ต้ังพระทัยที่จะทรงพระราชนิพนธ์ประวัติของพระแท่นมนังคศิลาบาตรนี้  ในรูปแบบของประวัติศาสตร์การนิพนธ์  โดยใช้พระปรีชาสามารทางด้านภาษาศาสตร์, ประวัติศาสตร์, ศาสนา, ดาราศาสตร์ และการคำนวณ โดยการสร้างภาพพจน์ที่ใกล้เคียงกับอดีตเท่าที่จะทรงทำได้..." นายพิริยะ ไกรฤกษ์ อภิปรายต่อ 
          

วิจัยข้อเท็จจริง เรื่อง ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช คอน ๑



วิจัยข้อเท็จจริง เรื่อง
ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

          เมื่อเร็วๆนี้  นายพิริยะ ไกรฤกษ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่ง เรียกกันว่า "หนังสือปกแดง"แสดงหลักฐานว่าศิลาจารึกหลักที่หนึ่งของพ่อขุนรามคำแหงนั้นเป็นศิลาจารึกปลอม   พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้ช่างแกะสลักขึ้น ในวัดบวรนิเวศ  สมัยเมื่อยังทรงผนวชอยู่ที่วัดน้ัน  
          ข้าพเจ้าฟังเรื่องนี้แล้วรู้สึกแปลกใจมาก เกือบจะเรียกว่าตกใจและเสียใจ  คือ
          ๑. เสียใจว่า ศิลาจารึกที่เคยเชื่อถือมานานว่าเป็นประวัติศาสตร์ชาติไทยเรื่องหนึ่งที่มีคุณค่ามาก เท่าที่เราจะหาได้ในประเทศนี้กลายเป็นของปลอมไปเสียแล้ว
          ๒. เสียใจที่พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เคยผนวชมานานถึง ๒๗ปี กลับเป็นคนที่หาศีลสัตย์ หาคุณธรรมมิได้เลย  ปลอมแปลงแม้กระทั่งประวัติศาสตร์ของชาตไทย 
          ๓. เสียใจที่เคยเชื่อมานานนักหนาว่าพระมหากษัตริย์ในพระบรมราชวงศ์จักรีนี้ เป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ  ข้อสำคัญที่สุดคือ อวิโรธนัง คือ ไม่ประพฤติผิดทำนองคลองธรรม ไม่ทำอะไรตามอำเภอพระทัยด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง 

สามัญสำนึก

          แต่เมื่อได้สติ  มีสัมปชัญญะดีแล้ว ก็เกิดสามัญสำนึกขึ้นมาแล้วถามตัวเองว่า 
          ๑. "ถ้าเราเป็นพระจอมเกล้าฯ จะกล้าปลอมศิลาจารึกนี้หรือไม่"
ก็ตอบตัวเองอย่างฉาดฉานว่า  "ไม่กล้าทำอย่างเด็ดขาด"
          ๒. ถามตัวเองต่อไปว่า "ทำไม่ไม่กล้าทำ"   ตอบตัวเองว่า "กลัวบาป" 
          ๓. ถามตัวเองว่า "การปลอมแปลงศิลาจารึกนี้เป็นบาปด้วยหรือ" ก็ตอบตัวเองว่า  "บาปอย่างมหันต์"
          ๔. ถามตัวเองว่า  "ทำไมจึงว่าบาปมหันต์"  ตอบตัวเองว่า  "เพราะเป็นการโกหกคนท้ังโลก  เป็นการหลวกลวงคนท้ังโลก" เรียกว่า "บรมมหามุสาวาท" 
          ๕. ถามตัวเองว่า "แล้วพระจอมเกล้าฯไม่กลัวบาปหรือ" ตอบตัวเองว่า  "พระจอมเกล้าฯบวชมานานถึง ๒๗ พรรษา ย่อมจะรู้บาปบุญคุณโทษ  ย่อมจะมีหิริโอตตัปปะ  "คือ อายชั่ว กลัวบาป"  อยู่เต็มพระทัย  ยิ่งกว่าน้ันพระจอมเกล้าฯ เป็นชาติกษัตริย์ ย่อมจะมีขัติยมานะ คือทรนงในเลือดเนื้อเชื้อกษัตริย์  พระจอมเกล้าฯ จะไม่ทำอะไรที่เป็นการทำลายพระเกียรติยศของพระองค์เอง  และทำลายพระเกียรติยศชองราชวงศ์ของพระองค์ด้วย" 
          ๖. ถามตัวเองว่า "แล้วทำไมคนขนาดครูบาอาจารย์ จึงกล้าพูดว่า  พระจอมเกล้าฯ ปลอมศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงเล่า" ตอบตัวเองว่า เรื่องนี้แหละที่เป็นปัญหาให้ต้องศึกษา"