วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561

คำอภิปรายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตอน ๒


คำอภิปรายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

          หลังจากที่เขาเขียนหนังสือปกแดงเรื่องพระจอมเกล้าฯปลอมศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงออกมาเผยแพร่ก็ปรากฎว่ามีคนคัดค้านกันมาก   และคนที่เห็นด้วยก็มีอยู่หลายคน ต่อมาจึงได้มีการจัดการอภิปรายเรื่องนี้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  นายพิริยะ ไกรฤกษ์ ก็ยังได้อภิปรายแสดงความเชื่อของตนอีกว่า
          "ผมจึงขอเสนอท่านผู้มีเกียรติว่า ศิลาจารึกที่ ๑ นี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระนิพนธ์ขึ้น หลังจากที่ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ อันได้แก่สิบสี่ปี  หลังจากที่ได้เสด็จไปเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ......"
          นายพิริยะ ไกรฤกษ์  ยืนยันความคิดเห็นของตัวเองว่า  พระจอมเกล้าฯ ทรงทำขึ้น  เมื่อครองราชย์สมบัติแล้ว คือหลังจากปีพ.ศ. ๒๓๙๔
          แต่ข้อเท็จจริงอันใครๆก็ทราบกันมาแล้วว่า ทรงได้ศิลาจารึกนี้มาจากสุโขทัย  ต้ังแต่สมัยที่ยังทรงผนวชอยู่  คร้ังเสด็จธุดงค์ไปถึงเมืองสุโขทัย  เมื่อทรงพบพระแท่นมนังคศิลาบาตร  ซึ่งคนนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์นัก  พระองค์ก็เสด็จขึ้นประทับแล้วตรัสว่า
          "อยู่ทำไมกลางป่า ไปอยู่บางกอกด้วยกันจะได้ฟังเทศน์จำศึล"   
          พระองค์ไม่ได้ตรัสกับแผ่นหินพระแท่นมนังคศิลาบาตรดอก ทรงตรัสกับพระร่วงเจ้าพ่อขุนรามคำแหง เหมือนพูดกับผีสางเทวดานั่นแหละ เพราะพระจอมเกล้าฯ ทรงนับถือพ่อขุนรามคำแหงว่า เป็นต้นราชวงศ์จักรีของพระองค์  พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีนี้ท่านทรงถือว่า  ท่านสืบราชวงศ์มาแต่พระร่วงเจ้าสุโขทัย  เมื่อท่านพบพระแท่นที่พระร่วงเจ้าทรงสร้างไว้ก็ดีพระทัย  เหมือนว่าได้รับมรดกมาจากบรรพบุรุษของท่าน และเมื่อท่านทรงพบพระราชพงศาวดารกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วง  คือ ศิลาจารึกนั้น ก็ยิ่งทรงยินดีมาก  จึงโปรดให้นำมาตั้งแต่สมัยยังทรงผนวชอยู่พ.ศ.๒๓๗๙  ก่อนเสด็จขึ้นครองราชสมบัติถึง  ๑๘ ปี  ปรากฎจากเทศนาพระราชประวัติพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเทศนาเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๕ หลังพระจอมเกล้าสวรรคต ๑๔ ปี
          "มูลเหตุที่เป็นแรงบันดาลพระทัย คงจะได้แก่พระองค์ต้ังพระทัยที่จะทรงพระราชนิพนธ์ประวัติของพระแท่นมนังคศิลาบาตรนี้  ในรูปแบบของประวัติศาสตร์การนิพนธ์  โดยใช้พระปรีชาสามารทางด้านภาษาศาสตร์, ประวัติศาสตร์, ศาสนา, ดาราศาสตร์ และการคำนวณ โดยการสร้างภาพพจน์ที่ใกล้เคียงกับอดีตเท่าที่จะทรงทำได้..." นายพิริยะ ไกรฤกษ์ อภิปรายต่อ 
          

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น