คำอภิปรายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หลังจากที่เขาเขียนหนังสือปกแดงเรื่องพระจอมเกล้าฯปลอมศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงออกมาเผยแพร่ก็ปรากฎว่ามีคนคัดค้านกันมาก และคนที่เห็นด้วยก็มีอยู่หลายคน ต่อมาจึงได้มีการจัดการอภิปรายเรื่องนี้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายพิริยะ ไกรฤกษ์ ก็ยังได้อภิปรายแสดงความเชื่อของตนอีกว่า
"ผมจึงขอเสนอท่านผู้มีเกียรติว่า ศิลาจารึกที่ ๑ นี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระนิพนธ์ขึ้น หลังจากที่ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ อันได้แก่สิบสี่ปี หลังจากที่ได้เสด็จไปเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ......"
นายพิริยะ ไกรฤกษ์ ยืนยันความคิดเห็นของตัวเองว่า พระจอมเกล้าฯ ทรงทำขึ้น เมื่อครองราชย์สมบัติแล้ว คือหลังจากปีพ.ศ. ๒๓๙๔
แต่ข้อเท็จจริงอันใครๆก็ทราบกันมาแล้วว่า ทรงได้ศิลาจารึกนี้มาจากสุโขทัย ต้ังแต่สมัยที่ยังทรงผนวชอยู่ คร้ังเสด็จธุดงค์ไปถึงเมืองสุโขทัย เมื่อทรงพบพระแท่นมนังคศิลาบาตร ซึ่งคนนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์นัก พระองค์ก็เสด็จขึ้นประทับแล้วตรัสว่า
"อยู่ทำไมกลางป่า ไปอยู่บางกอกด้วยกันจะได้ฟังเทศน์จำศึล"
พระองค์ไม่ได้ตรัสกับแผ่นหินพระแท่นมนังคศิลาบาตรดอก ทรงตรัสกับพระร่วงเจ้าพ่อขุนรามคำแหง เหมือนพูดกับผีสางเทวดานั่นแหละ เพราะพระจอมเกล้าฯ ทรงนับถือพ่อขุนรามคำแหงว่า เป็นต้นราชวงศ์จักรีของพระองค์ พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีนี้ท่านทรงถือว่า ท่านสืบราชวงศ์มาแต่พระร่วงเจ้าสุโขทัย เมื่อท่านพบพระแท่นที่พระร่วงเจ้าทรงสร้างไว้ก็ดีพระทัย เหมือนว่าได้รับมรดกมาจากบรรพบุรุษของท่าน และเมื่อท่านทรงพบพระราชพงศาวดารกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วง คือ ศิลาจารึกนั้น ก็ยิ่งทรงยินดีมาก จึงโปรดให้นำมาตั้งแต่สมัยยังทรงผนวชอยู่พ.ศ.๒๓๗๙ ก่อนเสด็จขึ้นครองราชสมบัติถึง ๑๘ ปี ปรากฎจากเทศนาพระราชประวัติพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเทศนาเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๕ หลังพระจอมเกล้าสวรรคต ๑๔ ปี
"มูลเหตุที่เป็นแรงบันดาลพระทัย คงจะได้แก่พระองค์ต้ังพระทัยที่จะทรงพระราชนิพนธ์ประวัติของพระแท่นมนังคศิลาบาตรนี้ ในรูปแบบของประวัติศาสตร์การนิพนธ์ โดยใช้พระปรีชาสามารทางด้านภาษาศาสตร์, ประวัติศาสตร์, ศาสนา, ดาราศาสตร์ และการคำนวณ โดยการสร้างภาพพจน์ที่ใกล้เคียงกับอดีตเท่าที่จะทรงทำได้..." นายพิริยะ ไกรฤกษ์ อภิปรายต่อ
"ผมจึงขอเสนอท่านผู้มีเกียรติว่า ศิลาจารึกที่ ๑ นี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระนิพนธ์ขึ้น หลังจากที่ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ อันได้แก่สิบสี่ปี หลังจากที่ได้เสด็จไปเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ......"
นายพิริยะ ไกรฤกษ์ ยืนยันความคิดเห็นของตัวเองว่า พระจอมเกล้าฯ ทรงทำขึ้น เมื่อครองราชย์สมบัติแล้ว คือหลังจากปีพ.ศ. ๒๓๙๔
แต่ข้อเท็จจริงอันใครๆก็ทราบกันมาแล้วว่า ทรงได้ศิลาจารึกนี้มาจากสุโขทัย ต้ังแต่สมัยที่ยังทรงผนวชอยู่ คร้ังเสด็จธุดงค์ไปถึงเมืองสุโขทัย เมื่อทรงพบพระแท่นมนังคศิลาบาตร ซึ่งคนนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์นัก พระองค์ก็เสด็จขึ้นประทับแล้วตรัสว่า
"อยู่ทำไมกลางป่า ไปอยู่บางกอกด้วยกันจะได้ฟังเทศน์จำศึล"
พระองค์ไม่ได้ตรัสกับแผ่นหินพระแท่นมนังคศิลาบาตรดอก ทรงตรัสกับพระร่วงเจ้าพ่อขุนรามคำแหง เหมือนพูดกับผีสางเทวดานั่นแหละ เพราะพระจอมเกล้าฯ ทรงนับถือพ่อขุนรามคำแหงว่า เป็นต้นราชวงศ์จักรีของพระองค์ พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีนี้ท่านทรงถือว่า ท่านสืบราชวงศ์มาแต่พระร่วงเจ้าสุโขทัย เมื่อท่านพบพระแท่นที่พระร่วงเจ้าทรงสร้างไว้ก็ดีพระทัย เหมือนว่าได้รับมรดกมาจากบรรพบุรุษของท่าน และเมื่อท่านทรงพบพระราชพงศาวดารกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วง คือ ศิลาจารึกนั้น ก็ยิ่งทรงยินดีมาก จึงโปรดให้นำมาตั้งแต่สมัยยังทรงผนวชอยู่พ.ศ.๒๓๗๙ ก่อนเสด็จขึ้นครองราชสมบัติถึง ๑๘ ปี ปรากฎจากเทศนาพระราชประวัติพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเทศนาเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๕ หลังพระจอมเกล้าสวรรคต ๑๔ ปี
"มูลเหตุที่เป็นแรงบันดาลพระทัย คงจะได้แก่พระองค์ต้ังพระทัยที่จะทรงพระราชนิพนธ์ประวัติของพระแท่นมนังคศิลาบาตรนี้ ในรูปแบบของประวัติศาสตร์การนิพนธ์ โดยใช้พระปรีชาสามารทางด้านภาษาศาสตร์, ประวัติศาสตร์, ศาสนา, ดาราศาสตร์ และการคำนวณ โดยการสร้างภาพพจน์ที่ใกล้เคียงกับอดีตเท่าที่จะทรงทำได้..." นายพิริยะ ไกรฤกษ์ อภิปรายต่อ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น